2005/Oct/13

เห็นหัวข้อแล้วคงไม่มีอะไรให้น่าสงสัยกันใช่ม้า แต่ว่าหนุ่ยว่ามันก็ค่อนข้างแตกต่างกับของเมืองไทยนะ

เรื่องของเรื่องคือ คอนแทคของหนุ่ยโยนทิ้งไปนานแล้ว แล้วตอนที่ไปตัดแว่นก่อนมาเยอรมันเนี่ย สายตามันก็มากขึ้นกว่าเดิม แต่จำไม่ได้ว่าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ไง ด้วยความงก เลยสั่งซื้อคอนแทคส์จากอีเบย์ โดยไม่ยอมไปวัดสายตาให้เรียบร้อยซะก่อน ผลก็คือใส่แล้วปวดตา และปวดหัว เนื่องจากเพิ่มเบอร์ไป -0.25 อย่างละข้าง ตาสองข้างสั้นไม่เท่ากัน
เสียตังค์ฟรีเลยค่ะ คืนก็ไม่ได้เพราะเปิดกล่องไปแล้วเน้อ

แล้วด้วยความที่แว่นตาหนุ่ยใส่แล้วมันจะกดหูบริเวณด้านหลัง เจ็บอ่ะ รำคาญด้วย แต่ก็ยอมใส่มาสองเดือนแล้ว เพราะไม่อยากไปร้านแว่นคนเดียว จริงๆก่อนหน้านี้จะไปวัดสายตาเพื่อสอบขับรถด้วย แต่ดันไม่ได้เอาพาสปอร์ตไปเลยไม่ได้วัดสายตา

เมื่อคืนเลยบ่น รอบที่ล้านแปดแล้วมั้ง ว่าใส่แว่นแล้วเจ็บอ่ะ คริสเลยทนไม่ได้(อันนี้เดาเองนะจ๊ะ) เลยบอกว่าเดี๋ยววันนี้จะพาไปร้านแว่นละกัน
เราก็ร้อรอ จนจะ 5 โมงแล้วคริสก็ไม่โทรมาซะที เลยคิดว่า อืม คงยุ่งล่ะมั้ง
อีกซักพักก็เลยโทรมา แล้วก็มารับไปในตัวเมืองกัน

เห็นเพื่อนโฆษณาว่าดี แล้วโฆษณาก็บอกว่าดี เลยเลือกไปที่ร้าน Fielmann
คริสบอกว่าร้านนี้แว่นจะถูก เพราะเค้าจะซื้อแบบราคาขายส่ง คือการตลาดแตกต่างจากร้านแว่นทั่วไป แว่นที่เยอรมันราคาแพงมากๆๆ (ปกติอะไรก็แพงอ่ะ จริงๆนะ) กรอบก็ 200 กว่ายูโรแล้ว เลนส์ ก็ประมาณ 200 กว่าเหมือนกัน เอาประมาณ 50 บาทคูณกันดูนะคะ แล้วอย่าช็อคนะ เหอะๆ

ว่าแล้วก็ไปสอบถามในร้าน คนที่ร้านเค้าบอกประมาณว่า ถ้าจะวัดสายตาเพื่อซื้อคอนแทคเลนส์ ต้องใส่คอนแทคมาด้วย แล้วต้องนัดก่อนล่วงหน้า เพราะต้องใช้เวลาประมาณ 10 นาที แล้ววิธีการวัดก็จะประมาณว่าจะวัดความสั้นของคอนแทค กับสายตาของเรา แล้วก็จะปรับให้ว่าจะต้องใช้เบอร์ไหน แล้วเค้าจะให้เราลองใส่คอนแทคดูว่าโอเีครึเปล่า ไม่ปวดหัวใช่มั้ย ถ้าโอเคจะได้สั่งซื้อตามเบอร์ได้เลย

แต่.....การที่เราใส่แว่นมาแล้วมาวัด ระดับสายตาจะได้ไม่ตรงกันเหมือนที่ใส่คอนแทค แงว ไม่เห็นเหมือนที่เมืองไทยเลยอ่ะ นึกบ่นในใจ "ไรวะ นัดอีกแล้ว มีอะไรบ้างในเยอรมันที่สามารถทำก่อนนัดล่วงหน้าได้บ้างมะ" แล้วเราก็เดินออกจากร้านไปด้วยความรู้สึกมึนงง ไม่เห็นเหมือนบ้านเราเลยอ่ะ

เวลาหนุ่ยไปร้านแว่นที่เมืองไทย หนุ่ยมักจะถอดคอนแทคก่อนไปซื้อเสมอ แต่ต้องใส่แว่นด้วยนะ ไม่งั้นตกรถเมล์ตาย มองไรก็ไม่เห็น
เนื่องจากว่า จำได้ว่า แรกๆที่ซื้อคอนแทคใส่ พนักงานบอกว่าให้ถอดคอนแทคก่อน แล้วให้พักสายตาประมาณ 15-30. นาที แล้วถึงจะสามารถวัดสายตาได้ เพราะไม่งั้นจะวัดสายตาได้ไม่แม่นยำ
การที่คอนแทคมันจะใส่อยู่ติดกับตาเรา ดังนั้นเวลาเลือกซื้อเบอร์ ให้ลดระดับความสั้นลงมาหน่อย ให้เหมือนกับเราใส่แว่น อันนี้หนุ่ยก็ได้ถามพยาบาลศูนย์ชีวอนามัยแล้ว เค้าก็บอกว่าต้องเป็นอย่างนั้นแหละจ้า ก็เลยเข้าใจว่าเป็นแบบนี้ตลอดมา ไม่รู้ว่าคนอื่นเวลาไปร้านแว่นแล้วเป็นแบบนี้รึเปล่านะ

พอออกจากร้าน Fielmann ก็ไปซื้อเค้ก ก้อนละ 0.55 เซ็นต์ ถูกแล้วนะคะเนี่ย แต่ร้านนี้อร่อยแล้วก็ถูกเพราะเค้าทำขายเยอะ แล้วก็เป็นร้านตัวเองไม่ต้องเสียค่าเช่า เวลาเข้าไปในตัวเมืองทีไร มีโอกาสก็จะแวะไปซื้อ แอบอ้วนอีกแล้ว เหอะๆ

จากนั้นก็แวะ Blokker ซื้อถุงมือไว้ยกของร้อนเวลาทำกับข้าวให้แม่คริส แล้วก็ได้กระดาษห่อของขวัญ ลายหน้าตลกมาเอาไว้ห่อด้วย แล้วเพิ่งมาเห็นทีหลังว่าเป็นกระดาษห่อของขวัญให้เด็ก!!! แงว แต่ก็น่ารักอ่ะ

ตอนเดินมาถึงร้านแว่นอีกร้านก็หกโมงนิดๆแล้ว แล้วเวลาทำการบอกว่าเปิดถึง 6 โมงเย็น ลังเลๆๆ แล้วก็ตัดสินใจเข้าไปถามรายละเอียดกันอีก เซอร์วิสมายด์มากๆ ไม่ไล่ด้วย กลัวเค้าบอกว่า หกโมงแล้ว ปิดแล้ว พรุ่งนี้มาใหม่นะ เพราะคนเยอรมันจะให้ความสำคัญกับเวลามาก พนักงานกำลังบริการผู้ชายคนนึงอยู่ เค้าเห็นเรายืนรอ เลยบอกว่ารอแป๊ปนะคะ

ค่ะๆๆ นานแค่ไหนก็รอค่ะ นึกในใจ เหอะๆ เสร็จแล้ว ก็สอบถามเค้าเหมือนเดิม เค้าบอกว่า จริงๆต้องนัดก่อนนะ เพราะมันต้องใช้เวลาประมาณ 30 นาที ขึ้นไป โห ทำไมนานจัง เค้าบอกว่าจะต้องวัดอย่างละเอียดมาก แล้วก็ต้องลองใส่ประมาณ ครึ่งชม. ว่าพอดีรึเปล่า พื้นลอยมั้ย ระหว่างรอจะไปซื้อของก่อนก็ได้ แล้วก็กลับมาใหม่ เสร็จแล้วเค้าก็หยิบสมุดนัดมาให้เรา เหมือนเป็นการบังคับไม่ให้ไปทำร้านอื่นไปในตัว เหอะๆ จากนั้นเค้าก็ซักเล็กน้อยว่าเคยใช้ของอะไรมาแล้ว แล้วสายตาสั้นเท่าไหร่ เอ๋ออ่ะตอบไม่ได้ เพราะตอบไปตัดแว่นเค้าไม่ได้ให้ใบวัดมา แล้วดันลืมขอ เหอะๆ เค้าก็เลยขอแว่นเราบอกว่าจะไปวัดให้ บริการดีมากๆ ประทับใจอ่่ะ เพราะมันเลยเวลาปิดทำการมาแล้วด้วย แถมยังบริการด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งนานๆทีจะเห็นซะทีนึงในเยอรมัน ส่วนใหญ่จะเหมือนหน้าเธอไปบูดอะไรมา บึ้งซะ โยนใบเสร็จรับเงินให้ยังมีเลย แอบอึ้ง แต่ก็นะ ไม่มีปากมีเสียง เพราะยังพูดภาษาเค้าไม่คล่อง เหอะๆ

ฮ้า วันนี้นอกจากจะไปร้านแว่นแล้วก็ไปชอบต่อที่ Kaufhaus เพราะแม่คริสอยากได้ผ้าขนหนูผืนใหญ่ๆ สำหรับวันเกิด ดูไป เถียงกันไป อันนี้ก็สวย อันนั้นก็สวย อันนั้นดีมั้ย จนพนักงานเข้ามาถามว่ามีอะไรให้ช่วยรึเปล่า เหอะๆ เห็นเลือกกันอยู่นาน จ่ายตังค์ แล้วก็เดินดูเครื่องทำกาแฟ มีหลากหลายมาก รู้สึกว่าคนเยอรมันกับคนดัขท์นี่จะดื่มกาแฟกันเป็นว่าเล่น แล้วเครื่องแบบใหม่ มักจะใช้กาแฟยี่ห้อแพง แล้วใช้ได้ยี่ห้อเดียวด้วย พนักงานเห็นเราจิ้มๆกันเลยสาธิตเครื่องให้ดู เลยได้กาแฟมากินฟรีแก้วนึง ฮิๆๆ

หมดไปอีกหนึ่งวันแล้ว เห็นม้า :D

2005/Oct/03

วันอาทิตย์ทั้งที แทนที่จะได้อยู่บ้านพักผ่อนสบายๆ กลับมีภาระกิจต้องรับใช้บ้านเมือง ฟังดูยิ่งใหญ่ใช่ม้า จริงๆแล้วไม่ใช่หรอก คือเพื่อนของครอบครัวคริสกำลังจะไปเที่ยวเมืองไทยเดือนหน้า เลยรบกวนให้หนุ่ยช่วยหาข้อมูลให้ แล้วปัญหามันมีอยู่ว่า เค้าสูงกันประมาณสองเมตร ชาร์ลีสองเมตรห้าเซนต์ ส่วนโมนี่เกือบสองเมตรได้ เวลายืนคุยกันที เมื่อยคอมากๆ เราว่าเราก็ค่อนข้างสูงแล้วนะ พอเจอคู่นี้ เรากลายเป็นแมลงวันไปเลย ฮิๆๆ

หนุ่ยหาข้อมูลให้เค้าได้ซักพักแล้วล่ะ เอาที่ที่ค่อนข้างดูดีมีสกุลหน่อย เพราะค่อนเป็นคนรักความสะดวกสบาย แล้วก็ตัวสูง เลยนอนได้แต่เตียงคิงไซส์ แล้วก็อยากเช่ารถลีมูซีนพร้อมคนขับ เนื่องจากรถธรรมดานั่งแล้วไม่สบาย ขายาว ยืดได้ไม่สะดวก โอ้โห เมื่อไหร่หนุ่ยจะเก็บตังค์ไปเที่ยวแบบนี้ได้บ้างก็ไม่รู้เนอะ

เผอิญไปเจอเวบไซต์ของ www.unseenparadise.com เป็นเวบที่น่าสนใจมากๆ ทางเวบไซต์ก็จะแบ่งโรงแรมออกเป็นภาคให้เราเลือกได้ง่ายขึ้น แล้วก็ยังมีโรงแรมสวยๆ ให้เลือกอีกมากมาย เสิร์ชไปเรื่อยๆความอยากก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาตะหงิดๆ

โจทย์ที่ได้รับจากชาร์ลี และโมนี่ก็คือ ทั้งสองคนสนใจสถานที่ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ

เชียงใหม่ เชียงราย นครพนม ภูเก็ต ไปมาแล้ว ก็พยายามนึกอยู่ว่าจะแนะนำให้ไปที่ไหนดี เพราะทางเลือกเค้ากว้างมากๆ ถ้าจำกัดมาให้เราอีกหน่อย จะทำให้เลือกได้ง่ายขึ้น

Search ไปเรื่อยๆ จนเจอโรงแรมอนันดา ในจ.สุโขทัย สวยดี มีทัวร์พาไปเที่ยวเมืองเก่าด้วย และอีกที่นึงคือเกาะช้างที่รามายานะ รีสอร์ท สถานที่สวย และมีแพคเกทที่น่าสนใจ เซฟไฟล์แล้วก็ส่งให้ชาร์ลี กับโมนี่ดู แล้ววันนี้ตอนบ่ายสาม หนุ่ยกับคริสก็ขับรถไปที่บ้านของชาร์นี่ (แบบขี้เกียจพิมพ์ เลยรวบชื่อชาร์ลี กับโมนี่ เป็นชาร์นี่เหอะๆ)

สรุปแล้วชาร์นี่สนใจทั้งสองที่ที่หาไปให้ แต่หนุ่ยต้องไปหาข้อมูลเรื่องรถเช่าเพิ่ม กับรอคำตอบจากโรงแรมอนันดาว่าจะสามารถจัดโปรแกรมทัวร์เจ็ดวันให้ได้รึเปล่า ยังเงียบอยู่เลย พอดีว่าชาร์นี่จะพักที่กรุงเทพประมาณสองวัน เราก็เลยแนะนำเพื่อนที่เรียนเอกเยอรมันให้เป็นไกด์พาชมกรุงเทพ เพราะตอนนี้กำลังว่างพอดี เห็นบ่นว่ากลัวลืมเยอรมัน คราวนี้คงได้ใช้ละ ได้ค่าขนมอีกต่างหาก คิดว่าวันนึงไม่น่าจะต่ำกว่าพัน เหอะๆ แอบอิจฉาตาร้อน แง่มๆ

ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไปทำไมเนี่ย คือเค้าถามจะไม่ทำให้ก็เกรงใจ แล้วเราเองก็ไม่ได้เที่ยวบ่อย ข้อมูลท่องเที่ยวในประเทศไทยแทบจะไม่รู้เรื่องเลย แต่ก่อนเรียน กับทำงานอย่างเดียวจริงๆ พอเริ่มมาหาข้อมูลจริงจัง ทำให้คิดได้ว่า จริงๆแล้วประเทศไทยยังมีที่น่าเที่ยวอีกตั้งเยอะ แต่เสียดายที่คงจะยังไม่มีโอกาสได้เที่ยวในเร็วๆนี้ หาข้อมูลไป ก็คิดถึงเมืองไทยไป อยากจะบอกชาร์นี่ว่า เอาหนุ่ยยัดใส่กระเป๋าไปด้วยได้เป่า คิดถึงบ้านมากๆเลย กำลังอยู่ในโหมดคิดถึงบ้าน 

ปล. ใครรู้จักสถานที่เที่ยวที่น่าประทับใจลองแนะนำกันหน่อยได้มั้ยคะ


edit @ 2005/10/03 03:32:26

2005/Oct/02

หกเดือนแล้วสิเนอะที่ได้มาอยู่ที่นี่
เวลาเดินผ่านไปเร็วจังเลย

ได้ทำอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายอย่างในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปุ๊ปปั๊ป ยังไม่ทันจะสนุกกับหน้าร้อนเท่าไหร่ ก็เข้าฤดูใบไม้ร่วงซะแล้ว
ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีกันบ้างแล้ว สลับกันไปทั้งสีแดง สีเหลือง สีส้ม และสีน้ำตาล อยากให้ถึงกลางเดือนตุลาคมจังเลย เพราะอะไรรุ้มั้ย
ก็เพราะว่าใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีและผลัดใบ มองไปทางในก็สวยงามไปหมด เค้าถึงเรียกกันว่าเป็น Golden October

ตอนที่หนุ่ยอยู่ที่อเมริกา จำได้ว่ามีถนนอยู่เส้นนึง (แต่จำชื่อไม่ได้แล้วอ่ะ) เค้าว่ากันว่า เป็นถนนที่สวยงามที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม เป็นถนนที่มีต้นไม้เรียงรายอยู่สองข้างทาง ประดับด้วยใบไม้หลากสีสัน บ้างอยู่ยังอยู่บนต้นไม้ บ้างก็ร่วงหล่นอยู่ตามข้างทาง หรือไม้ก็กำลังปลิวว่อนลงมาให้เราวิ่งไล่จับกันได้ ไม่มีรูปมาให้ดูกัน เพราะเท่าที่หาได้ มันใหญ่ แล้วย่อขนาดไม่เป็นอ่ะค่ะ
คริสบอกว่าที่นี่ก็สวยเหมือนกัน ไว้รอช่วงกลางๆเดือนละกันนะคะ หนุ่ยจะลุยป่าถ่ายรูปสวยๆมาฝาก

ตอนนี้ก็ปิดเทอมแล้ว รู้สึกชีวิตขาดอะไรไปบางอย่าง จากที่เคยต้องไปโรงเรียนทุกวัน ตอนนี้ก็อยู่บ้าน ไม่ต้องทำการบ้าน ไม่ตื่นแต่เช้าไปโรงเรียนอีกสองสามอาทิตย์

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาหลังจากปิดเทอมแล้ว มีทั้งอารมณ์ เศร้า เหงา สนุก คึกคะนอง อะไรจะครบรสชาดขนาดนั้นเนอะ

วันจันทร์อยู่บ้าน ไม่ได้ไปไหน
วันอังคาร ไป Jena กับที่โรงเรียนและกลุ่มเด็กอาร์เจนติน่า ถ่ายรูปมานิดเดียวเอง มืดอีกต่างหาก ไว้เล่ารายละเอียดทีหลังดีกว่า
วันพุธ อยู่บ้าน เคลียร์ทุกอย่าง หลังจากที่แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยตอนช่วงสอบ
วันพฤหัส ไป Erfurt ไปรับผลสอบ DSH เห็นรายละเอียดคะแนนแล้วเจ็บใจเกินจะกล่าว ไม่เล่าดีกว่า แล้วก็พาอิงกรีอานี่กะอังตวน ตระเวณรอบเมืองกัน
วันศุกร์ เอาดีวีดีไปคืนห้องสมุดในเมืองกับอิงกรีอานี่ แล้วเจอ Frau Rolnik พอดี เลยปรึกษาแกเรื่องผลสอบ DSH แกบอกว่า แย่จังที่ที่นั่น ค่อนข้างเข้มงวดในการสอบเหมือนที่อิลเมเนา แกแนะนำให้เราไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ International Office ที่มหาลัยในอิลเมเนาว่าพอจะมีทางทำอะไรได้บ้าง เพราะถ้าเรียนที่แอร์ฟัวท์ ต้องเรียนอีกปี เนื่องจาก Hauptkurs ไม่เปิด เลยต้องเรียนควบ Grundkurs ไปด้วย ซึ่ง พื้นฐานเบื้องต้นหนุ่ยได้อยู่แล้ว ถ้าไปเรียนอีก กลัวจะเบื่อแล้วก็เสียเวลา หรือไม่ก็ให้ไปหาที่สอบ DSH อีกที่ แล้วเอาผลไปยื่นที่แอร์ฟัวท์ จะได้เริ่มเรียนในเดือนตุลานี้ได้เลย ไม่ต้องเรียนภาษาอีกปี

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตัดสินใจยังไงดี เพราะถ้าสอบ DSH อีกทีแล้วไม่ผ่านจะมีปัญหาอ่ะดิ เพราะสอบได้แค่สองครั้ง ไม่งั้นต้องกลับเมืองไทยแล้วไปทำเรื่องกลับมาเรียนใหม่ อะไรจะพยายามขนาดนั้น เหอะๆ

เท่าที่เก็บข้อมูลจากเพื่อนๆทั้งหลาย น้องดา บอกว่ามีเพื่อนโปแลนด์ที่เรียนรุ่นเดียวกับน้องเค้า อยู่ที่นี่มาสองปีแล้ว แต่ยังสอบไม่ผ่านซักที ทั้งๆที่ภาษาเยอรมันเค้าก็ดีมากๆ หนุ่ยเคยเจอเค้าครั้งนึง ประทับใจมากเลย พูดเก่งมากๆ
Frau Rolnik ก็ยังพูดถึงเค้าให้ฟังเหมือนกันว่าโชคร้ายที่สอบไม่ผ่าน ที่ไม่ผ่านก็อาจจะมีเหตุผลอยู่ว่า
การสอบเปลี่ยนระบบใหม่ จากที่นับคะแนนทุกพาร์ท ถ้าได้คะแนน 435 จาก 700 ถือว่าผ่าน
เปลี่ยนเป็น ทุกพาร์ท ต้องได้เปอร์เซนต์ไม่ต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ ถ้ามีพาร์ทไหนไม่ผ่าน ก็ยังถือว่าไม่ผ่าน ซึ่งหนุ่ยก็อยู่ในกรณีนี้เหมือนกัน ทุกพาร์ทผ่านหมด ติดอยู่ตรงการอ่านกับการเขียน ได้หกสิบอัพ แต่ไม่ถึงหกสิบเจ็ด อยากร้องไห้โคตรๆๆ ทำไมต้องมาเปลี่ยนระบบเอาปีสองปีนี้ด้วยน้อๆๆๆๆๆๆ
ก็เพราะว่าทุกคนมีความสามารถในแต่ละพาร์ทต่างกัน เค้าก็เลยอยากทำให้การสอบได้มาตรฐาน เลยกำหนดระบบนี้ขึ้นมา เข้าใจอ่ะ ว่าเป็นผลดีต่อนักเรียนเอง แต่ความสามารถทางด้านภาษาก็สามารถไปเพิ่มเอาตอนเรียนจริงๆ ต้องขนขวายเอาอ่ะนะ แต่ตอนนี้ยังไม่รู้จะตัดสินใจยังไงเหมือนกัน คิดว่าวันอังคารคงจะรู้ผล

เวรกรำ เริ่มเรื่องฤดูใบไม้ร่วง ไหนกลับกลายเป็นเรื่องสอบไปซะแล้ว เขียนบลอกเรื่องการเรียนที่นี่ดีมั้ยเนี่ย ฮึ อยากประชดโลกง่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ


edit @ 2005/10/02 23:58:06